วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ประวัติส่วนตัว

ข้อมูลส่วนตัว



ชื่อ : พงศกร  ศุภเดชวัฒน์            ชื่อเล่น : อาร์มมี่
วันเกิด : 8 พฤษภาคม  2539       อายุ : 20
ส่วนสูง : 166                             น้ำหนัก : 49
E-mail : supadejwatt_@hotmail.com
Facebook : AR MY             LINE : armstrong08
ที่อยู่ : 30/19  หมู่10  ถ.รังสิต-นครนายก  ต.ลาดสวาย
          อ.ลำลูกกา  จ.ปทุมธานี  12150
จบการศึกษา : วิทยาลัยอาชีวศึกษาดุสิตพณิชยการ

สีที่ชอบ : สีฟ้า

แนะนำโรงเรียนเก่า

แนะนำโรงเรียนเก่า




วิทยาลัยอาชีวศึกษาดุสิตพณิชยการ

ประวัติการก่อตั้ง
          ดุสิตพณิชยการถือกำเนิด ในปีพุทธศักราช 2505 โดยการก่อตั้งของอาจารย์ประชุม รัตนเพียร ซึ่งมีความมุ่งมั่นในการที่จะขยายโอกาสทางการศึกษา ให้กับนักเรียนที่จะจบการศึกษาในระดับมัธยมต้น ให้ได้เข้ามาศึกษาทางสายพณิชยการในระดับที่สูงขึ้น ทั้งนี้ก็เพราะในขณะนั้นโรงเรียนของรัฐบาลที่เปิดทำการสอนในสายนี้มาอยู่กันไม่กี่โรงเรียน และแต่ละโรงเรียนก็รับนักเรียนได้น้อย ไม่พอเพียงกับปริมาณนักเรียนที่ประสงค์จะเข้าศึกษาต่อ ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็นปัญหาต่อเนื่องกันในทุกปี

สาขาที่เปิดสอน

  • คอมพิวเตอร์ธุรกิจ
  • การบัญชี
  • การตลาด

อาหารที่ชื่นชอบ

ส้มตำปูม้า




สิ่งที่ต้องเตรียม
  • มะละกอสับ 2 ถ้วย
  • ปูม้าสด 2 ตัว
  • มะเขือเทศสีดา 2 ผล
  • ถั่วฝักยาว 1 ฝัก
  • พริกขี้หนู 6-7 เม็ด
  • กระเทียม 4-5 กลีบ
  • น้ำตาลปี๊บ 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
  • มะนาว 1-2 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
  1. ล้างปูม้าให้สะอาด แล้วนำใส่ตะแกรงพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
  2. เตรียมน้ำสำหรับดองปูม้า ผสมน้ำปลา กับน้ำตาลลงในหม้อ นำขึ้นตั้งไฟ และเคี่ยวด้วยไฟอ่อน จนน้ำตาลละลายเข้ากันดี แล้วพักไว้ให้เย็น
  3. ใส่ปูลงในกล่องที่มีฝาปิดสนิท เทน้ำสำหรับดองที่เคี่ยวไว้แล้วลงไปจนท่วมมิดตัวปู แล้วเอาไปแช่ในตู้เย็นประมาณ 1 ชั่วโมง ให้ส่วนผสมซึมเข้าเนื้อจนเนื้อปูมีรสชาติเค็ม
  4. ก่อนจะทำส้มตำให้เตรียมปูม้าดองก่อน แกะเปลือกส่วนท้องทิ้งไป ใช้มีดสับกลางลำตัว แล้วสับผ่าอีกครั้งให้แบ่งออกเป็น 4 ส่วน ตัดก้ามปูออกแล้ว สับตรงข้อ ให้แบ่งออกเป็นสองท่อน ใช้ค้อนหรือด้ามช้อนเคาะให้เปลือกแตก เวลาทานจะได้แกะเนื้อปูได้ง่าย
  5. เมื่อเตรียมส่วนผสมทั้งหมดพร้อมแล้ว ก็เริ่มทำส้มตำได้เลย ใส่กระเทียม และพริกขี้หนูลงในครก ใช้สากตำให้พอแหลก แล้วใส่ถั่วฝักยาว มะเขือเทศสีดา ตำเบาๆ จนถั่วฝักยาวและมะเขือเทศบุบ
  6. ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำมะนาว น้ำมะขามเปียก น้ำตาลปีบ และคนอร์ผงอร่อยชัวร์ คนให้น้ำตาลปีบละลาย
  7. ใส่กุ้งแห้ง ถั่วลิสง ปูม้าดอง มะละกอ และแครอทขูดเส้นลงไป ใช้ทัพพีคลุกเคล้าให้เข้ากัน หลังจากใส่ปูม้าลงไปแล้ว ไม่ควรใช้สากตำเพราะจะทำให้เนื้อปูเละ ไม่น่าทาน
  8. พอส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันดีแล้ว ก็ตักใส่จานเสิร์ฟได้เลย จะทานกับข้าวเหนียวหรือทานเปล่าๆ ก็อร่อยสุด



สเต็กพอร์คชอพ




สิ่งที่ต้องเตรียม
  • พอร์คชอป น้ำหนัก 150-200 กรัม จำนวน 1 ชิ้น
  • พริกไทยดำบดหยาบ 1 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
  • น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ
  • เนยสดชนิดจืด 5 ช้อนโต๊ะ
  • หอมหัวใหญ่สับละเอียด 2 ช้อนโต๊ะ
  • อะโรมาต 1 ช้อนชา
  • เกลือป่น เล็กน้อยสำหรับปรุงรส
  • พริกไทยป่น เล็กน้อยสำหรับปรุงรส
วิธีทำ
  1. เคล้าผสมพอร์คช็อปกับพริกไทยดำ และน้ำมันมะกอกให้ทั่วชิ้น นำเข้าแช่เย็นประมาณ 30 นาที จากนั้นนำออกจากตู้เย็น โรยเกลือป่นให้ทั่ว วางลงบนถาดสำหรับอบ (ทาน้ำมัน)
  2. เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส ประมาณ 10 นาที เตรียมไว้ จากนั้นนำพอร์ คชอปเข้าเตาอบ อบนานประมาณ 5 นาที ยกออกจากเตา เตรียมไว้
  3. ตั้งกระทะบนไฟปานกลางจนร้อน ใส่น้ำมันมะกอก เนย และหอมใหญ่ลงผัดจนหอม ปรุงรสด้วยอะโรมาต เกลือป่น พริกไทยป่น เติมน้ำเล็กน้อย ชิมรสตามชอบ ผัดจนน้ำเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ยกลงจากเตา เทใส่ภาชนะ เตรียมไว้
  4. นำกระทะขึ้นตั้งไฟ ใส่พอร์คช็อปลงกริลจนสุกทั้งสองด้าน ยกลงจากเตา ตักใส่จาน ราดด้วยน้ำซอส แต่งให้สวยงาม พร้อมรับประทาน
  5. แล้วก็ได้พอร์คชอปหอม ๆ หน้าตาดีไว้กินเองแล้ว หากมีเพื่อนฝูงมาเยี่ยมเยือนบ้านก็งัดเอาอาหารฝรั่งจานนี้มาอวดฝีมือเลย


แหล่งท่องเที่ยวที่ชื่นชอบ

น้ำตกเอราวรรณ






น้ำตกเอราวรรณ เป็นน้ำตกที่ใหญ่และสวยงาม บนฝั่งแม่น้ำแควใหญ่ ตั้งอยู่ที่ อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี แบ่งออกเป็นชั้นๆ ได้ 7 ชั้นเป็นน้ำตกขนาดใหญ่เดิมมีชื่อว่า น้ำตกสะด่องม่องลาย ตามชื่อลำห้วยม่องล่ายซึ่งเป็นต้นน้ำของน้ำตกที่เกิดจากยอดเขา ตาม่องล่ายในเทือกเขาสลอบ สายน้ำจะไหลมาตามชั้นหินเป็นระยะทาง ประมาณ 1,500 เมตร แบ่งออกเป็นชั้นใหญ่ๆได้ 7 ชั้น แต่ละชั้นมีความสวยงามร่มรื่นไปด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ ทั้งเถาวัลย์พันเกี่ยวทอดตัวไปบนต้นไม้ใหญ่ เป็นบรรยากาศที่เรียก เอาความมี คุณค่าของป่าเขาลำเนา
          น้ำตกที่น้ำใสแจ๋ว มองเห็นตัวปลาแหวกว่ายไปมาใต้ผืนน้ำที่สะท้อนแสงเป็นสีฟ้าอมเขียวมรกตคล้ายน้ำใน สระว่ายน้ำ ที่เป็นเช่นนั้น เนื่องมาจากลักษณะของภูเขาใน อุทยานฯเอราวัณ เป็นเป็นเทือกเขาหินปูนที่เกิดจาก การทับถมของ เปลือกหอย ปู หรือปะการัง ดังนั้นน้ำตกเอราวัณ ที่ไหลมาจากเทือกเขาหินปูนจึงมีสารละลายของ แคลเซียมคาร์บอเนต เจือปนอยู่ ซึ่งแคลเซียมคาร์บอเนต ตกตะกอนในบริเวณ ที่มีน้ำไหลช้าหรือเป็นแอ่งน้ำ ทำให้ชั้นน้ำตกมีคราบหินปูนก่อตัว และหินปูนนี้สามารถละลายน้ำได้ดี เมื่ออยู่ในรูปของสารละลาย ก็สามารถตกตะกอนได้ น้ำตกหินปูนจึงมีน้ำใสในตอนบน และมีการตกตะกอนขุ่นในช่วงล่างของธารน้ำ เมื่อแสงส่องลงมาจะ ทำให้สะท้อนเป็นสีฟ้าหรือสีเขียวมรกตสวยงามมาก



เกาะล้าน




สภาพทั่วไป
เกาะล้าน ตั้งอยู่ที่ ตำบลนาเกลือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี อยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองพัทยา จากชายหาดเมืองพัทยาจะสามารถมองเห็น เกาะล้านได้ชัดเจน เพราะอยู่ห่างจากฝั่งออกไปเพียง ประมาณ 7.5 กิโลเมตร การเดินทางโดยทางเรือเร็ว ใช้เวลาเดินทางประมาณ 15 นาที และเรือโดยสารประมาณ 40 นาที หมู่เกาะล้านแต่เดิม เป็นที่รู้จักในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ในนามว่า “หมู่เกาะปะการัง” (Coral Islands) เพราะอุดมไปด้วยปะการังนานาชนิด เป็นแหล่งปะการังที่สมบูรณ์แห่งหนึ่ง ของประเทศและใกล้กรุงเทพฯ มากที่สุด โดยมีเกาะครกและเกาะสากเป็นบริวาร

ลักษณะทางด้านกายภาพ
เกาะล้าน ส่วนที่ยาวที่สุดประมาณ 4.65 กม. กว้างประมาณ 2.15 กม. รูปทรงเป็นห้าเหลี่ยมด้านไม่เท่า สภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาประมาณร้อยละ 90 ของพื้นที่ มีสภาพป่าค่อนข้างอุดมสมบูรณ์พืชพรรณที่ขึ้นอยู่มีความหลากหลายของชีวภาพของป่าเบญจพรรณ และสมุนไพรหายาก ด้านสัตว์ป่า พบกระรอกเผือก ที่เป็นสัตว์ป่าที่หายากอาศัยอยู่จำนวนมาก

เพลงที่ชื่นชอบ

เพลงที่ชอบ


เพลง สูญญาศ - Silly Fools






เพลง รู้ยัง - ต้น ธนษิต I Cover by ไอซ์ ธมลวรรณ feat.โด่ง d'beat

มหาวิทยาลัยที่อยากเรียน

มหาวิทยาลัยที่อยากเรียน







ประวัติการก่อตั้ง
          วิทยาเขตจักรพงษภูวนารถ ก่อตั้งขึ้น เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2509 โดยใช้ชื่อว่า "โรงเรียนบุตรข้าราชการกองทัพบกส่วนกลาง" โดยจอมพลประภาส จารุเสถียร เป็นผู้ริเริ่ม
          งบประมาณในการก่อสร้างได้มาจาก "เงินงบ ง.ส.ร.บ." ที่ จอมพลผิน ชุณหะวัณ ได้ชักชวนให้ข้าราชการในสังกัดกองทัพบกทุกท่านเสียสละเงินรายได้ปีละ 1 วัน เพื่อสมทบทุนก่อสร้าง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระการจัดการด้านศึกษาของชาติ และเป็นการตอบแทน ข้าราชการสังกัดกองทัพบก ซึ่งต้องปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติด้วยความเสียสละ ไม่ต้องวิตกกังวลในเรื่องการจัดหาโรงเรียนให้บุตรหลาน ตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2492 เป็นต้นมาแล้ว
          โรงเรียนบุตรข้าราชการกองทัพบกส่วนกลาง แล้วเสร็จ ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2511 บนเนื้อที่ประมาณ 28 ไร่ ริมถนนวิภาวดีรังสิต เปิดสอนเฉพาะสายสามัญอย่างเดียว โดยมี จอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น และท่านผู้หญิงจงกล กิตติขจร เป็นผู้อุปถัมภ์

โรงเรียนพณิชยการบุตรข้าราชการกองทัพบก
จัดตั้งขึ้นโดยกองทัพบก เมื่อปี พ.ศ. 2515 เพื่อให้บุตรข้าราชการกองทัพบก และบุคคลอื่นได้ศึกษาสายอาชีพต่อจากสายสามัญ เป็นอาคารเรียน 2 หลัง บ้านพักอาจารย์ 1 หลังด้านหลังอาคารเรียน เนื้อที่ประมาณ 11 ไร่ เปิดสอนแผนกพณิชยการหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการรับสมัครเข้าเรียนปีแรกด้วยการสอบสัมภาษณ์ มีผู้สมัครและเข้าเรียนในปีแรกประมาณ 400 คน แบ่งเป็น 9 ห้องเรียนละประมาณ 40-50 คน โดยส่วนใหญ่เป็นบุตรของข้าราชการกองทัพบก โดยในปีการศึกษาแรก คือ ปีการศึกษา 2515 เป็นการเรียนรวม และแยกแผนกในปีการศึกษาที่สอง คือ ปีการศึกษา 2516 เป็น 3 แผนก คือ แผนกบัญชี แผนกเลขานุการ และแผนกการขาย

โรงเรียนอาชีวศึกษาบุตรข้าราชการกองทัพบก
     ภายหลังจากปีการศึกษา 2515 ที่ดำเนินการสอนแผนกพณิชยการมาแล้วเป็นเวลา 1 ปี ในปีการศึกษา 2516 ได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ดังนี้
  1. มีการเปิดสอนแผนกช่างยนต์ ช่างไฟฟ้า และช่างวิทยุ เพิ่มขึ้น จึงได้เปลี่ยนชื่อจาก โรงเรียนพณิชยการบุตรข้าราชการกองทัพบก เป็น "โรงเรียนอาชีวศึกษาบุตรข้าราชการกองทัพบก"
  2. มีการรับนักเรียนที่ผ่านการสอบคัดเลือกมาจากโรงเรียนพณิชยการพระนคร (ในขณะนั้น)เข้าศึกษาในปีที่หนึ่งแทนการเปิดรับสมัครสอบเองโดยตรง
  3. นักเรียนพณิชยการที่สอบผ่านในปีแรก ได้คัดเลือกออกเป็น 3 แผนก คือ แผนกบัญชี แผนกการขาย และแผนกเลขานุการ แผนกละ 2 ห้องเรียน
  4. ได้มีการส่งนักเรียนพณิชยการส่วนหนึ่งเข้าสอบเพื่อรับประกาศนียบัตรหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย สายสามัญ แผนกทั่วไป ของกระทรวงศึกษาธิการ เป็นรุ่นแรก ได้รับประกาศนียบัตร ฯ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2517

          ภายหลังกองทัพบกได้ มอบให้เป็นหน้าที่ของ กระทรวงศึกษาธิการ ดำเนินการต่อ เพราะพิจารณาเห็นถึงปัญหาการขาดแคลนผู้ชำนาญในการจัดการ ตลอดจนอาคารเรียน อุปกรณ์ ที่ดิน และทรัพย์สิน

วิทยาลัยจักรพงษภูวนารถ
          พลเอกกฤษณ์ สีวะรา ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น มอบอาคารเรียน อุปกรณ์ ที่ดินและทรัพย์สินให้กระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2517และให้โรงเรียนบุตรข้าราชการกองทัพบกส่วนกลางเข้าสังกัดกรมสามัญศึกษา และโรงเรียนอาชีวศึกษาบุตรข้าราชการกองทัพบกสังกัด กรมอาชีวศึกษา
          กระทรวงศึกษาธิการ จึงได้ขอพระราชทานนาม "จอมพลสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ" ซึ่งเป็นเสนาธิการกองทัพบกและเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นชื่อแทน "โรงเรียนอาชีวศึกษาบุตรข้าราชการกองทัพบก" โดยใช้ชื่อว่า "วิทยาลัยจักรพงษภูวนารถ" เพื่อเป็นเกียรติแก่กองทัพบก เช่นเดียวกันกับ โรงเรียนบุตรข้าราชการกองทัพบกส่วนกลางโดยได้นำชื่อจอมพลมหาอำมาตย์เอกเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี ซึ่งเป็นผู้บัญชาการทหารบกคนแรก เป็นชื่อโรงเรียนเพื่อเป็นเกียรติแก่กองทัพบกเช่นเดียวกัน ก็คือโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรีในปัจจุบัน
  • หมายเหตุ พระนาม กับ ชื่อวิทยาเขตนั้น จะเขียนต่างกัน เนื่องจากวิทยาเขตใช้การพ้องเสียงเหมือนพระนามเท่านั้น แต่ไม่ได้พ้องรูปเหมือนพระนามโดยตรง

          หากเป็นพระนามจะเขียนดังนี้ จอมพลสมเด็จฯเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถฯ ข้อสังเกตถ้าเป็นการเขียนพระนาม จะต้องใส่ทัณฑฆาต บน ษ.ฤๅษี ที่คำว่า พงษ์ และคำว่า นาถ จะไม่มี ร.เรือ ซึ่งต่างจากชื่อวิทยาเขตจักรพงษภูวนารถ คือ ไม่ต้องใส่ทัณฑฆาต บน ษ.ฤๅษี และคำว่า นารถ จะต้องมี ร.เรือ

ปีการศึกษา 2517 นักเรียนแผนกพณิชยการ (บัญชี เลขานุการ และการขาย)ได้สำเร็จการศึกษาเป็นรุ่นแรก รับประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลาย สายอาชีพ แผนกพณิชยการ (หลักสูตร 3 ปี) เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2518 และในปีการศึกษา 2517 นี้เอง นักเรียนแผนกช่างกล ได้ย้ายไปเรียนรวมกับโรงเรียนช่างฝีมือทหารในปีการศึกษาที่ 2 และไม่มีการเปิดรับสมัครนักเรียนช่างกลอีกต่อไป จึงทำให้มีนักเรียนช่างกลรุ่นเดียวของวิทยาลัย ฯ ที่ได้สำเร็จการศึกษา ในปี 2519 ตามโครงการของกรมอาชีวศึกษา
          วิทยาลัยจักรพงษภูวนารถ ย้ายไปสังกัดวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา ตามพระราชบัญญัติโอนอำนาจหน้าที่ กิจการ ทรัพย์สิน หนี้สิน ข้าราชการ ลูกจ้างและเงินงบประมาณของสถานศึกษาในสังกัดกรมอาชีวศึกษา 28 แห่ง เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2520
          เปิดสอนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สายวิชาบริหารธุรกิจ 3 สาขาวิชา คือ การบัญชี การตลาด และเลขานุการ ในปี พ.ศ. 2527
          พ.ศ. 2528 เปิดสอนสาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ในภาคเวลาราชการปกติ
          พ.ศ. 2529 เปิดสอนภาคนอกเวลาราชการปกติ (รอบบ่าย) ระดับปวส. สายวิชาบริหารธุรกิจ สาขาวิชาการตลาด และ คอมพิวเตอร์ธุรกิจ

สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตจักรพงษภูวนารถ
          วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2531 วิทยาลัยจักรพงษภูวนารถ เปลี่ยนเป็น "สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตจักรพงษภูวนารถ" ตามวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อใหม่ให้ว่า "สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล" และเปิดสอนภาคนอกเวลาราชการปกติ (รอบบ่าย) ระดับ ปวส. สายวิชาบริหารธุรกิจ สาขาวิชาการบัญชี
  • พ.ศ. 2537 เปิดสอนระดับปริญญาตรี หลักสูตร 2 ปี (ต่อเนื่อง) บริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาเอก ระบบสารสนเทศ ภาคปกติ
  • เปิดสอนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สายวิชาบริหารธุรกิจ สาขาวิชาการท่องเที่ยว ภาคปกติ และระดับปริญญาตรี หลักสูตร 2 ปี (ต่อเนื่อง) บริหารธุรกิจบัณฑิต วิชาเอกระบบสารสนเทศ ภาคสมทบ และวิชาเอกการจัดการทั่วไป ภาคปกติ ปีพ.ศ. 2540
  • พ.ศ. 2541 เปิดสอนระดับปริญญาตรี หลักสูตร 2 ปี (ต่อเนื่อง) บริหารธุรกิจบัณฑิต ภาคสมทบ สาขาวิชาเอก การจัดการทั่วไป
  • พ.ศ. 2542 เปิดสอนระดับปริญญาตรี หลักสูตร 4 ปี บริหารธุรกิจบัณฑิต ภาคปกติ สาขาวิชาเอก การจัดการทั่วไป
  • พ.ศ. 2543 เปิดสอนระดับปริญญาตรี หลักสูตร 4 ปี เศรษฐศาสตรบัณฑิต (เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ) ภาคปกติ สาขาวิชา เศรษฐศาสตร์ วิชาเอก เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ และงดรับนักศึกษาในระดับ ปวช. ตามนโยบายสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ที่มีจะผลบังคับใช้ตั้งแต่ปีการศึกษา 2545 และงดรับนักศึกษาระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง(ปวส.) สาขาวิชาการท่องเที่ยว
  • พ.ศ. 2544 เปิดสอนระดับปริญญาตรี หลักสูตร 4 ปี บริหารธุรกิจบัณฑิต ภาคปกติ สาขาวิชาเอก การตลาด และภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสากล หลักสูตร 2 ปี (ต่อเนื่อง) บริหารธุรกิจบัณฑิต ภาคปกติ สาขาวิชาเอกการบัญชี และการตลาด
  • พ.ศ. 2547 เปิดสอนระดับปริญญาตรี หลักสูตร 4 ปี วิทยาศาสตรบัณฑิต ภาคปกติ สาขาวิชาเอก วิทยาการคอมพิวเตอร์


มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตจักรพงษภูวนารถ
  • พ.ศ. 2548 จากพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงลงพระปรมาภิไธย เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2548 และได้ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2548 พระราชบัญญัติดังกล่าว มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 19 มกราคม 2548 มีผลให้สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลเดิม ตามพระราชบัญญัติสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล พ.ศ. 2518ปรับเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล
  • พ.ศ. 2549 แบ่งแยกการบริหารภายในวิทยาเขตเป็นสองคณะโครงการจัดตั้ง คือ โครงการจัดตั้งคณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีสารสนเทศ และ โครงการจัดตั้งคณะศิลปศาสตร์
  • พ.ศ. 2551 เปิดสอนระดับปริญญาตรี หลักสูตร 4 ปี ศิลปศาสตรบัณฑิต ภาคปกติ สาขาวิชาเอก การท่องเที่ยว
  • พ.ศ. 2551 เปิดสอนระดับปริญญาตรี หลักสูตร 4 ปี เทคโนโลยีบัณฑิต ภาคปกติ สาขาวิชาเอกเทคโนโลยีมัลติมีเดีย และ สาขาวิชาเอกเทคโนโลยีการโฆษณาและประชาสัมพันธ์


สาขาวิชาที่เปิดสอน
          ปัจจุบัน วิทยาเขตจักรพงษภูวนารถ เปิดสอนในระดับปริญญาตรี มีทั้งหลักสูตรปกติและสบทบ ต่อเนื่องทั้งหมด 2 คณะ ดังต่อไปนี้

คณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีสารสนเทศหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต
  • สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ
  • สาขาการตลาด
  • สาขาการตลาด (2ปี ต่อเนื่อง)
  • สาขาการจัดการ
  • สาขาการจัดการ (2ปี ต่อเนื่อง)
  • สาขาเทคโนโลยีโลจิสติกส์และการจัดการระบบขนส่ง
  • สาขาเศรษฐศาสตร์
  • สาขาการโฆษณาและประชาสัมพันธ์
  • สาขาระบบสารสนเทศทางคอมพิวเตอร์-คอมพิวเตอร์ธุรกิจ
  • สาขาระบบสารสนเทศทางคอมพิวเตอร์-คอมพิวเตอร์ธุรกิจ (2ปี ต่อเนื่อง)

หลักสูตรบัญชีบัณฑิต
  • สาขาการบัญชี
  • สาขาการบัญชี (2ปี ต่อเนื่อง)

หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต
  • สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์
  • สาขาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์

หลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต
  • สาขามัลติมีเดีย

คณะศิลปศาสตร์หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต
  • สาขาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสากล
  • สาขาการท่องเที่ยว

สาขาที่กำลังจะเปิดสอนในอนาคต
  • สาขาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์
  • สาขาพลศึกษาและนันทนาการ